แผนที่
 
 
 
 
 
 
 

ประวัติ

 

ความเป็นมาขององค์กร

ถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีรากฐานจากการจัดตั้งจากผลการพัฒนาที่ต่อเนื่องมาจากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล
และสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต เกาะสีชัง  โดยมีเหตุผลและความเป็นมา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๐ได้มีการจัดการประชุม Pacific Science Congress ขึ้นในประเทศไทยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในการประชุมดังกล่าวประเด็นด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้ถูกหยิบยกมาเป็นหัวข้อสำคัญอย่างหนึ่งในการหารือ แต่อย่างไรก็ตามพบว่าขณะนั้นยังไม่มีการเรียนการสอน
ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลในภูมิภาคนี้แต่อย่างใด ฉะนั้นต่อมา UNESCO จึงได้กระตุ้นผ่านคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งชาติ ไปยังคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
ซึ่งเป็นสมาชิกของ Pacific Science Congress ให้เสนอไปยังรัฐบาลเพื่อให้มีการเปิดสอนด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลขึ้นในประเทศไทย โดยเบื้องต้นได้เลือกเอาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งมีความพร้อมในสาขาที่แตกต่างกัน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลในภูมิภาคนี้
ต่อมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดทำโครงการเสนอไปและได้รับอนุมติให้ดำเนินการจากสภาการศึกษาซึ่งเป็นผู้ดูแลการจัดการศึกษาของประเทศในขณะนั้น ทั้งนี้โดยให้เป็นไปตามหลักการสำคัญกล่าวคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เน้นการสอนไปทางด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล การประมง (fishery) ส่วนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เน้นการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ (science) ซึ่งไม่ซ้ำซ้อนกัน แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด จึงให้ทั้ง ๒ หน่วยงานสามารถแลกเปลี่ยนบุคลากรในสาขาที่ต้องการแต่ยังไม่มีร่วมกันได้อีกด้วย
(แม้ต่อมาทางจุฬาฯ จะมีการเปิดสอนทางด้าน fishery ร่วมด้วย แต่ก็ไม่ซ้ำซ้อนกัน เนื่องจากจุฬาฯ จะเน้นสอน fishery ที่เป็น commercial แต่ ม.เกษตร จะเน้น fishery ที่เป็น science)
ทั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ก่อตั้ง ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ โดยอยู่ในสังกัดคณะวิทยาศาสตร์ และได้เปิดการเรียนการสอนในเวลาต่อมา
 สำหรับในด้านการจัดการเรียนการสอน นอกจากการเรียนในห้องเรียนแล้ว ยังมุ่งเน้นให้นิสิตได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ปฏิบัติงานจริงในภาคสนามในทุกขั้นตอน เป็นต้นว่า มีการเช่าเรือนำนิสิตออกภาคสนามเพื่อสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และนิเวศวิทยาในท้องทะเลและตามเกาะแก่งต่างๆ ทั่วประเทศ รวมตลอดถึงการเข้าร่วมการออกเรือปฏิบัติการในการสำรวจน่านน้ำของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ และการสำรวจแหล่งทรัพยากรประมงของกองประมงทะเล กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น
 นอกจากนี้เมื่อมีนิสิตเข้ามาเรียนมากขึ้นและได้มีการเปิดสอนในระดับบัณฑิตศึกษาร่วมด้วย ทางภาควิชาฯ จึงต้องการมีสถานีวิจัยเพื่อให้เป็นที่สำหรับฝึกปฏิบัติการและทำงานวิจัยของอาจารย์และนิสิตดังกล่าว โดยเบื้องต้นได้เริ่มเปิดดำเนินการที่อ่างศิลาก่อน แต่อย่างไรก็ตามต่อมาพบว่าสถานีวิจัยสัตว์ทะเลอ่างศิลาซึ่งมีพื้นที่ตั้งอยู่ในบริเวณชายทะเลนั้นเหมาะแก่การศึกษาทางด้านชายฝั่งทะเลและป่าชายเลนเท่านั้น นอกจากนี้พื้นที่ยังค่อนข้างคับแคบและมีปัญหาในด้านอาณาเขตโดยมีประชาชนรุกล้ำเข้ามาบ่อยครั้ง รวมทั้งยังมีปัญหามลพิษจากสะพานปลาบริเวณข้างเคียงอีกด้วย 
การเกิดขึ้นของ สถานีวิจัยฯ เกาะสีชัง เป็นผลต่อมาอันเนื่องมาจากทางภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลยังต้องการพื้นที่อีกสักแห่งหนึ่งในทะเล ที่ไม่ห่างจากกรุงเทพฯ  มากนัก โดยเลือกพื้นที่ซึ่งมีน้ำทะเลสะอาดปราศจากมลพิษ และมีบริเวณที่ค่อนข้างเป็นเอกเทศ เพื่อใช้เป็น สถานีทดลองวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล เป็นสำคัญ ทั้งนี้ ดร.ทวีศักดิ์ ปิยะกาญจน์ หัวหน้าภาควิชาฯ ในขณะนั้น และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรพล สุดารา ได้ใช้เวลาในช่วงของการนำนิสิตออกฝึกภาคสนามทางทะเล ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๒-๑๕๑๓  ทำการสำรวจและจัดหาสถานที่ที่เหมาะสม และในครั้งหนึ่งของการฝึกภาคสนามโดยเรือของกองสำรวจแหล่งประมงในน่านน้ำไทย กรมประมง วันสุดท้ายก่อนที่เรือสำรวจจะกลับเข้ากรุงเทพฯ จึงได้มีการแวะที่เกาะสีชัง และในการสำรวจครั้งนั้นได้ไปพบว่าพื้นที่บริเวณปลายแหลมวังมีความเหมาะสมมาก แต่มีปัญหาคือบริเวณดังกล่าวมีหน่วยงานราชการซึ่งเป็นผู้ครอบครองอยู่โดยมีสิ่งปลูกสร้างและบ้านพักของข้าราชการของ ๒ หน่วยงานดังกล่าวอยู่แล้ว คือ สถานกักกันเยาวชน กระทรวงมหาดไทยและบ้านพักข้าราชการของกรมไปรษณีย์โทรเลข ต่อมาหลังจากการเจรจาในเบื้องต้นกรมไปรษณีย์โทรเลขยินยอมที่จะยกพื้นที่ดังกล่าวให้แต่ทางกระทรวงมหาดไทยได้ขอต่อรองเพื่อแลกเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวกับที่ดินของจุฬาฯ ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ (ซึ่งก็คือค่ายดารารัศมีในปัจจุบัน) จากนั้นภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล ได้ทำหนังสือถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าว และในที่สุดก็ได้ข้อสรุปคือ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต้องเสียพื้นที่ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแลกกับพื้นที่เกาะสีชังในบริเวณดังกล่าว และในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือ
ถึงกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เพื่อขออนุญาตใช้ที่ดินบริเวณแหลมท่าวัง ตำบลเทววงษ์ (ท่าอัษฎางค์) กิ่งอำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งรวมถึงพื้นที่ซึ่งเป็นบริเวณเขตพระราชวังเดิมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระจุฑาธุชราชฐาน) เนื้อที่รวม ๒๒๔ ไร่ ๒ งาน ๕ ตารางวา โดยกรมธนารักษ์ได้มอบกรรมสิทธิ์การใช้ที่ดินให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑  และต่อมาในปี ๒๕๒๒ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้จัดตั้งโครงการ “สถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต เกาะสีชัง (Sichang Marine Science Research and Training Station: SMaRT)ขึ้น โดยเป็นส่วนราชการในสังกัดของฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ที่บริเวณส่วนหน้าของพระจุฑาธุชราชฐาน ตำบลท่าเทววงษ์ กิ่งอำเภอเกาะสีชัง (สถานภาพในขณะนั้น) จังหวัดชลบุรี  โดยมีเหตุผลความจำเป็นในการจัดตั้งสถานีวิจัยฯ ดังกล่าวหลายประการ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการลดลงของปริมาณและคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และการขาดแคลนสถานีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต อันเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาและวิจัยขั้นอุดมศึกษา
 การเป็นให้สถานที่บริการทางวิชาการและให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนบนเกาะสีชังและบริเวณใกล้เคียง รวมตลอดถึงการอนุรักษ์และทำนุบำรุงโบราณสถานอันมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของชาติในบริเวณเกาะสีชังอีกด้วย  โดยต่อมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นความสำคัญของทรัพยากรทางน้ำและบทบาทที่เพิ่มขึ้นทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ จึงได้กำหนดนโยบายการวิจัยทางด้านนี้เพิ่มมากขึ้นและได้กลายเป็นภารกิจหลักของสถานีวิจัยฯ เกาะสีชัง ที่ควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอนทั้งระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษาของภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล ทั้งนี้การดำเนินงานและการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลในระยะที่ผ่านมาดังกล่าว ได้มีบทบาทสำคัญต่อความก้าวหน้าทางวิชาการด้านทรัพยากรและระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมและการอนุรักษ์ทรัพยากรสำคัญของประเทศหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ซึ่งมีปัญหาโรคระบาดปลาน้ำจืดขั้นรุนแรง ซึ่งมหาวิทยาลัยได้จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นเพื่อศึกษาและวิจัยปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน และได้แปรสภาพเป็นคณะกรรมการปฏิบัติภารกิจวิจัยทรัพยากรสิ่งมีชีวิตทางน้ำในเวลาต่อมา รวมตลอดถึงโครงการความร่วมมือในการศึกษาวิจัยและแลกเปลี่ยนนักวิชาการตามบันทึกข้อตกลงที่ทำร่วมกับ University of the Ryukyus และ Sesoko Station ประเทศญี่ปุ่นในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๔ - ๒๕๒๙ อันเป็นกิจกรรมการวิจัยและสำรวจแนวปะการังครั้งสำคัญอันดับต้นๆ ของเมืองไทย รวมทั้งได้มีส่วนสร้างนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่มีบทบาทสำคัญของประเทศ และมีผลงานวิชาการตีพิมพ์เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและนานาชาติจำนวนมาก

ด้วยบทบาทและความสำคัญที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ในระยะต่อมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงมีโครงการที่จะจัดตั้งสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งขึ้นมา เพื่อประสานงานในการศึกษาและวิจัยด้านทรัพยากรทางน้ำของมหาวิทยาลัย โดยจะอาศัยทรัพยากรทางด้านงบประมาณ บุคลากร อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต เกาะสีชัง ที่มีอยู่แล้วเป็นหลักและในระยะต่อมา“สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ (Aquatic Resources Research Institute: ARRI)” จึงได้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๓๔ โดยเบื้องต้นได้ใช้ที่ทำการชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำก็ได้ย้ายมายังที่ทำการใหม่ในกลุ่มอาคารสถาบันวิจัยตามความต้องการของมหาวิทยาลัย โดยได้บริหารจัดการและดำเนินงานวิจัยตามพันธกิจและแนวนโยบายที่วางไว้มีความก้าวหน้าเรื่อยมาเป็นลำดับ

 

ปัจจุบัน สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ที่อาคารสถาบัน ๓ ชั้น ๙ ถ.พญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมี

สถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต เกาะสีชัง เป็นหน่วยปฏิบัติงานวิจัยหลัก ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอในการศึกษาวิจัยของนักวิจัย คณาจารย์

และนิสิตระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา รวมทั้งยังอำนวยความสะดวกในการฝึกอบรมและการบริการวิชาการที่เกี่ยวข้องต่างๆ ให้แก่นิสิตและบุคคลทั่วไป โดยมี ศูนย์ฝึกอบรมและสัมมนา

ซึ่งเปิดบริการมาตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๔๑ สามารถรองรับผู้เข้าร่วมฝึกอบรมและสัมมนาได้จำนวน ๘๐ คน และมี พิพิธภัณฑ์ชลทัศนสถาน ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติทางทะเลของเกาะสีชัง

เปิดทำการมาตั้งแต่วันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ตั้งอยู่ที่บริเวณท่าวัง หมู่ที่ ๓ ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี อีกด้วย

 

ทำเนียบผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ

 
ชื่อ
ช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง
Taweesak

ศาสตราจารยกิตติคุณ์ ดร.ทวีศักดิ์ ปิยะกาญจน์

๒๕๒๕-๒๕๒๘
Piamsak

ศาสตราจารย์ ดร.เปี่ยมศักดิ์  เมนะเศวต

๒๕๒๘-๒๕๓๔

๒๕๓๔-๒๕๓๗

๒๕๓๗-๒๕๔๒

 

Padermsak

ศาสตราจารย์ ดร.เผดิมศักดิ์  จารยะพันธุ์ 

๒๕๓๗-๒๕๔๖

๒๕๔๖-๒๕๕๑

๒๕๕๒-๒๕๕๖

Gullaya

รองศาสตราจารย์ ดร.กัลยา  วัฒยากร 

๒๕๕๑-๒๕๕๒
Warawut

รองศาสตราจารย์ ดร.วรวุฒิ จุฬาลักษณานุกุล

๒๕๕๖ - ๒๕๖๐
Warawut

รองศาสตราจารย์ ดร.อัจฉราภรณ์ เปี่ยมสมบูรณ์

๒๕๖๐- ปัจจุบัน

 

 

พ.ศ.

 

รายละเอียดเหตุการณ์

 

๒๕๕๐

ด้านงานวิจัย สถาบันได้รับจัดสรรงบประมาณเงินกองทุนรัชดาภิเษกสมโภช ปีงบประมาณ ๒๕๕๐ เพื่อเป็นเงินสนับสนุนแก่หน่วยงานวิจัยที่มีศักยภาพในการก้าวไปสู่การเป็นศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยสถาบันฯ ได้รับเงินสนับสนุน จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีระบบการทำฟาร์มฟักและเลี้ยงหอยหวานเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร (RU หอยหวาน)

 

๒๕๔๘

สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้านบริการวิชาการ โดยได้เปิดสอน รายวิชาสีชังศึกษา ในภาคต้นปีการศึกษา ๒๕๔๘ ภายใต้ สำนักงานจัดการศึกษาทั่วไป ที่มีเนื้อหารายวิชาด้านสหศาสตร์ ในด้านสภาพแวดล้อม วิถีชีวิต  เศรษฐกิจ ชุมชน โดยใช้เกาะสีชังเป็นกรณีศึกษา เปิดรับนิสิตระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน ๔๐ คน ๑ คอร์ส ๓ หน่วยกิต

 

๒๕๔๗

สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ ได้เปิดให้บริการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล (พิพิธภัณฑ์ชลทัศนสถาน) อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลลบุรี เป็นครั้งแรก ซึ๋งเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อสืบสานเอกสหิบิเชนตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการเสนอข้อมูลพื้นฐานทรัพยากรธรรมชาติของเกาะสีชังและเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๔๗ เป็นต้นไป โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ชลทัศนสถาน ในวันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ณ สถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี

 

๒๕๔๖

สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ ได้ก่อสร้างพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล สถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลลบุรี (พิพิธภัณฑ์ชลทัศนสถาน) โดยใช้งบประมาณกองทุนสำรองทั่วไปของมหาวิทยาลัย 
ด้านงานวิจัย สถาบันได้รับจัดสรรงบประมาณเงินกองทุนรัชดาภิเษกสมโภช ปีงบประมาณ ๒๕๔๖ เพื่อเป็นเงินสนับสนุนแก่หน่วยงานวิจัยที่มีศักยภาพในการก้าวไปสู่การเป็นศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยสถาบันฯ ได้รับเงินสนับสนุนจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีการเพาะและการเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อไทย (RU หอยเป๋าฮื้อ)

๒๕๔๑

สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ ได้เปิดศูนย์ฝึกอบรมและสัมมนา เกาะสีชัง ให้บริการแก่ อาจารย์ นิสิต นักวิจัย และบุคคลภายนอก เป็นครั้งแรก

 

๒๕๔๐

สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ ได้ก่อสร้างหอพักนิสิต – อาจารย์และห้องประชุม(ศูนย์ฝึกอบรมและสัมนา) โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน บนพื้นที่ ๒,๒๕๐  ตารางเมตร  และจะเปิดให้บริการแก่ อาจารย์ นิสิต นักวิจัย และบุคคลภายนอก ในเดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑ สามารถรองรับผู้มาใช้บริการได้จำนวน ๘๐  คน

 

๒๕๓๘

เป็นปีแรกที่สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ ได้มีการตีพิมพ์วารสารวิชาการ ชื่อวารสารวาริชศาสตร์  (Thai Journal of Aquatic Science )

 

 

๒๕๓๗

สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้านบริการวิชาการ โดยได้เตรียมการติดตั้งระบบเครือข่าย (LAN) เพื่อให้การทำงานเกี่ยวกับข้อมูลเป็นระบบเดียวกันรวมทั้งสะดวกรวดเร็ว และในปีนี้ได้จัดการฝึกอบรมดำน้ำเบื้องต้นเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางน้ำ  รุ่นที่ ๑

๒๕๓๖

สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้านอาคารสถานที่ คือ ได้ย้ายจากที่ทำการชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ มายังที่ทำการใหม่  ณ อาคารสถาบัน ๓ ชั้น ๙

 

๒๕๓๔

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ปรับสถานภาพของสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและ  ศูนย์ฝึกนิสิต  เกาะสีชัง เป็น “สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ” โดยมีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้นและประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๓๔  พร้อมทั้งแบ่งส่วนราชการออกเป็น ๓ ส่วนงาน ตามประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การแบ่งส่วนราชการในสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ 

 

๒๕๓๒

มีประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการวางแผนนโยบายสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต เกาะสีชัง และมีคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ ๘๖๐/๒๕๓๒ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานของสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต เกาะสีชัง ลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๒

 

๒๕๒๗

มีประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการวางแผนนโยบายสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต เกาะสีชัง เมื่อวันที่ ๑๘ ธ.ค. ๒๕๒๗ 

 

๒๕๒๒

จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ได้จัดตั้ง “โครงการสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิตเกาะสีชัง”  ขึ้นโดย สังกัดฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ตำบลท่าเทววงษ์ กิ่งอำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี 

 

๒๕๒๑

กรมธนารักษ์ ได้มอบกรรมสิทธิ์การใช้ที่ดินให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๒๑

 

๒๕๑๕-๒๕๒๑

เป็นสถานีทดลองและศูนย์ฝึกนิสิตของภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ตระหนักถึงปัญหาการลดลงของปริมาณและคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล  รวมทั้งการขาดแคลนสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกนิสิต อันเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาและวิจัยระดับอุดมศึกษา

 

๒๕๑๕

ในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕  จุฬาฯ ได้ทำหนังสือถึงกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เพื่อขออนุญาตใช้ที่ดินบริเวณแหลมท่าวังตำบลเทววงศ์ (ท่าอัษฎางค์) กิ่งอำเภอเกาะสีชัง (สถานภาพในขณะนั้น) จังหวัดชลบุรีในเนื้อที่ ๒๒๔ ไร่ ๒ งาน ๕ ตารางวา เพื่อสร้างสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลสืบมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

 

๒๕๑๒-๒๕๑๓

ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดย ศาสตร์จารย์ ดร. ทวีศักดิ์         ปิยะกาญจน์ ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุรพล สุดารา  ได้นำนิสิตของภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก นาวาโท สว่าง เจริญผล แห่งกรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็น ผู้อำนวยการสำรวจแหล่งประมงในน่านน้ำไทย ให้ใช้เรือสำรวจประมงในการฝึกภาคสนามและการใช้เครื่องมือในการสำรวจสมุทรศาสตร์และการประมงแก่นิสิตในภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในวันสุดท้ายของการฝึกภาคครั้งนั้น ก่อนที่เรือสำรวจจะกลับเข้ากรุงเทพฯ ได้มีการแวะที่เกาะสีชัง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะค้นหาบริเวณที่เหมาะสมสักแห่งหนึ่งในทะเลที่มีน้ำสะอาดปราศจากมลพิษและ มีบริเวณที่ค่อนข้างเป็นเอกเทศและไม่ห่างจากกรุงเทพฯ  มากนักโดยตั้งใจว่าบริเวณที่กำลังเสาะหานั้นจะใช้เพื่อสร้างสถานีวิจัยและทดลองทางวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งใหม่ เนื่องจากสถานที่เดิมที่ ต. อ่างศิลา อ. เมืองชลบุรี เกิดปัญหาในเรื่องของ ประชาชนเข้ามารุกล้ำพื้นที่ และการแบ่งแยกอาณาเขตของชุมชนกับสถานีวิจัยมีปัญหาอยู่บ่อยๆ ประกอบกับมีปัญหาทางด้านภาวะมลพิษจากสะพานปลาเพิ่มขึ้นในบริเวณชายฝั่ง

 

 

กลับหน้าหลัก
   
   
   
   
   
   
   
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
All Rights Reserved, Copyright© 2008 Aquatic Resources Research Institute, Chulalongkorn University